มรดก
"เงินหมดยังหาใหม่ได้
เวลากับอายุที่กำลังจะหมด
มันย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว
จงมีความสุขกับชิวิตที่เหลืออยู่"
กลุ้มใจจริงเกิดมาพ่อแม่ก็รัก ตายายก็หลงฟูมฟักเลี้ยงดูมาอย่างดียิ่งกว่าไข่ในหิน อยากกินได้กิน อยากใช้ได้ใช้ อยากเที่ยวก็ดันได้เที่ยว แม้จะไม่ได้นั่ง First Class จิบไวน์ถ่ายรูปเพลินจนลืมผ้าห่มเน่า ทำให้เดือดร้อนกันไปทั่วโลกออนไลน์แต่ก็มีความสุขดี ช่วงหลังมานี้จิตเริ่มตก ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าทั้งตาทั้งยายจะยกทรัพย์สินให้ ทำให้อดขนหัวลุกไม่ได้ เพราะเคยได้ยินมาว่าภาษีมรดกเก็บแรง ทำให้ต้องมาคิดทบทวนหลายรอบว่า จะบอกอย่างไรให้คุณตาและคุณยายยอมเสียภาษีให้ด้วย กลัวท่านจะว่าได้คืบเอาศอกได้ทรัพย์สิน ยังจะมาทวงให้จ่ายภาษีอีก หนูอยากขอความช่วยเหลือ มีใครจะไปช่วยบอกให้ท่านรู้ว่า เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องเสียภาษีจากการยกมรดกให้หนู หรือมีของดีให้หนูบูชาไปเสกเป่าเข้าหู ให้ยอมแต่โดยดี
ได้รับมรดกเกิน 100 ล้าน
ต้องเสียภาษีมรดก
ไอ้เราก็นึกว่าจะไม่รับ ให้ท่านบริหารจัดการนำทรัพย์ไปขาย เพื่อนำเงินมาใช้ ในช่วงบั้นปลายให้เปรมปรีด์มีความสุข หากโชคร้ายเงินหมดก่อนตุย หลานจะเลี้ยงดูเอง เพื่อตอบแทนพระคุณ เรื่องราวหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ กลับคิดหาทางให้ท่านจ่ายชำระภาษี จากการรับมรดกให้อีก..เฮ้อ แทนที่จะมากลุ้มอกกลุ้มใจก่อนเวลาอันสมควร น่าจะเอ่ยปากให้ท่านทำพินัยกรรมไว้ก่อน หากเวลาเปลี่ยนใจคนเปลี่ยน จะได้ไม่พลาดพลั้งเสียลาภควรได้ไป ยิ่งท่านอายุเยอะมาก อาจจะเผลอไผลไปยกให้หลาน ทุกคนเท่าเทียมกันหากมีปัญหาเราจะได้มีหลักฐานอ้างอิงได้ว่ายกให้เราจริง เพราะแม้ท่านจะยกให้วันนี้แต่เราจะยังไม่ได้รับทรัพย์มรดกของท่านตั้งแต่ตอนนี้จะได้รับต่อเมื่อท่านเบื่อโลกลาจากไปไม่หวนกลับเพราะการยกมรดกให้กับทายาทโดยธรรมหรือโดยพินิยกรรมจะมีผลต่อเมื่อเจ้ามรดกไม่อยู่
ทำพินิยกรรมไว้ก่อนปลอดภัย ผู้รับส่วนวันหน้าถ้ารู้สึกว่า จะแบกรับภาระภาษีไม่ไหว อยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมค่อยว่ากันไป ทำพินัยกรรมกันให้เรียบร้อย ค่อยเอามาดูกันว่าทรัพย์มรดก ที่ได้รับจากคุณตาและคุณยาย แต่ละท่านเรารับมาเกิน 100 ล้านบาท ไหมถ้าไม่เกินก็สบายใจปลอดภัยไร้ภาษี หากเกินเฉพาะส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ถึงจะนำมาคำนวณเสียภาษี ยกเมฆ เอ๊ย..ยกตัวอย่างว่า คุณหนูได้รับมรดกจากคุณยาย เป็นที่ดิน มูลค่าสุทธิ 150 ล้านบาท แบบนี้มูลค่ามรดกที่ได้รับที่ต้องต้องเสียภาษี คือ 150,000,000 – 100,000,0000 = 50,000,000 บาท คุณสรรพ์ใจดียกเว้นให้ตั้งเยอะ
มาถึงขั้นนี้ถ้าคิดว่าไม่เกิน ก็เอาพินัยกรรมไปให้คุณตาและคุณยายลงนาม ให้มีผลสมบูรณ์ได้แล้ว แต่ถ้าเกินไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็มาดูต่อว่าส่วนเกินต้องเสียภาษีอย่างไร โบราณว่าดูช้างให้ดูหางจะดูนางให้ดูแม่ ดูเรื่องภาษีมรดกให้ดูว่าผู้ให้และผู้รับ มีความสัมพันธ์กัน อย่างไร หากผู้ให้และผู้รับไม่เกี่ยวข้องทางสายเลือดจะต้องเสียภาษีมรดกในอัตราคงที่ 10% หากผู้รับมรดกเป็นบุพการี เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายายหรือผู้สืบสันดาน เช่น บุตรหลาน จะต้องเสีย ภาษีมรดในอัตราคงที่ 5%
ผู้ให้เป็นคุณตาและคุณยาย เราในฐานะผู้รับก็กลายเป็นผู้สืบสันดานเสียภาษีอัตรา 5% งานนี้ก็นำเอามูลค่ามรดกที่ต้องเสียภาษี x อัตราภาษีคงที่ 5% เท่ากับต้องเสียภาษีเท่ากับ 50,000,000 x 5% = 2,500,000 บาท สรุปแล้วได้รับทรัพย์มรดก 150 ล้านบาทเสียภาษี 2.5 ล้านแสนบาท คิดเป็น 1.67% จิ๊บๆ
ตบหน้า แฮ่..ตบท้ายว่า จากที่ได้รับ 150 เสียภาษีเฉพาะส่วนเกินคือ 50 ไม่ใช่ว่า ต้องนำมาเสียภาษีทั้งหมด หากทรัพย์สินที่ได้รับไม่อยู่ในเงื่อนไขต้องเสียภาษี ก็ตัดออกอีกในชั้นสืบสวน เอ๊ย..ในชั้นคำนวณภาษี คุณสรรพ์ท่านกำหนดว่า ทรัพย์มรดกที่ได้รับที่ต้องเสียภาษี ประกอบด้วย 4 กลุ่มใหญ่
1. อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านหรือที่ดิน
2. หลักทรัพย์ เช่น ตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตร
3. เงินฝาก
4. ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน เช่น รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์
หากไม่ใช่ 4 รายการนี้ ไม่ต้องนำมาคำนวณ เพื่อเสียภาษีมรดก ลองไปเลียบเคียงถาม คุณตากับคุณยายดู หากมีเงินสด, แก้วแหวนเงินทองเพชรพลอย ให้ยกให้เราให้มากที่สุด เท่านี้ก็ปลอดภัยไร้ภาษี หากเป็น 4 รายการนี้ ก็ไปหว่านล้อมให้ขายหมด แล้วค่อยพินิยกรรมยกให้เรา แค่นี้ก็เรียบร้อย อย่าลืมจ่ายค่าที่ปรึกษาด้วย จะไม่มีกรรมหรือบ่วงภาษีกลับมารัดคอ
#ภาษีมรดก #ภาษีจากการรับให้ #ทายาทโดยธรรม #ทายาทตาพินัยกรรม #บุพการี #ผู้สืบสันดาน #อสังหาริมทรัพย์ #เงินฝาก #ยานพาหนะ #หลักทรัพย์


ไทย
EN


