เงินติดรถ
"ตาย 3 ครั้ง
วันที่เรารู้ว่าเราตายได้
วันที่เราตายจากโลกไปจริง
วันที่ไม่มีใครนึกถึงเราอีกต่อไป"
อาจารย์พี่ปราบขาหนูมีเรื่องหนักอกต้องยกออกมาให้อาจารย์ช่วย เรื่องไม่ยากขนาดต้องยกภูเขาออกจากอก แค่เอาปัญหาที่หนักอกหนักใจหนูออกไปก็พอ เรื่องคืออาเฮียหนูเริ่มรู้ตัวว่าชักหน้าไม่ถึงหลังอีกแล้ว ทั้งที่เพิ่งเอาเอกสารการรับเงินไปทำ Factoring เอาเงินมาหมุนเวียนใช้ในกิจการ พอเงินเข้าปุ๊บแกก็ถอนออกมาปั๊บ เห็นแต่ Statement ที่แสดงว่าเข้าและออก แต่เงินจริงไม่รู้ไปไหน
พอมาตอนนี้แกพูดเปรยว่า มีเงินติดรถเงินติดล้อหนูก็เดินวนเวียนหาตั้งหลายรอบ เผื่อว่าจะมีตกหล่นมาถึงหนูบ้าง มาถึงบางอ้อว่า แกเอารถไปเข้าไฟแนนซ์เงินติดรถ เพื่อนำเงินก้อนออกมาหมุนเวียนโดยเงื่อนไขคือ ต้องโอนรถยนต์ให้กับเงินติดรถปุ๊บก็จะได้เงินมาปั๊บ จากนั้นก็ทยอยผ่อนทั้งต้นและดอกครบเมื่อไหร่ก็มาโอนคืน ถ้าไม่มาจากรถยนต์จะกลายเป็นรถไฟ ให้ไฟแนนซ์นำไปขายต่อเพื่อชำระหนี้
เดิมทีรถยนต์ก็เป็นของบริษัทบันทึกเป็นทรัพย์สิน หักค่าเสื่อมราคาและสึกหรอมาตลอด พอตอนนี้ทรัพย์สินจะหายไปจากทะเบียนทรัพย์สินเพราะขายให้ไฟแนนซ์ไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็คือการกู้ยืมเงินนี่ละค่ะ พี่ไฟเค้าไม่ได้อยากได้รถของเราแม้สักนิด เค้าอยากให้เรากู้และคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้เค้าให้ครบทั้งหมด เพราะกำไรดีกว่าเยอะ หนูเลยสงสัยเองโดยที่เฮียยังไม่ได้ถามว่า แบบนี้หนูต้องออกเอกสารการขายทำใบกำกับภาษี และใบเสร็จรับเงินตอนได้รับเงินกู้ยืมไหม พอถึงเวลาชำระเงินกู้ยืมหนูจะบันทึกเป็นอะไรและอย่างไรยืนงงในดงภาษีมานานพอใกล้ถึงเวลานำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มและจ่ายค่างวดประจำเดือนเพิ่งนึกขึ้นได้
การขายและเช่ากลับ
Sale & Lease back
กู้ยืมเงินทางบัญชี
ขายทรัพย์สินทางภาษี
เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบแม้ระหว่างเฮียของคุณน้องกับพี่ไฟ จะทำเป็นการซื้อขายและขอเช่า เพื่อนำมาใช้งานโดยจ่ายค่าเช่าและดอกเบี้ย แต่พอพิจารณาความเป็นจริงที่กิจการต้องใช้รถยนต์ในการทำมาค้าขาย แต่ขาดเงินหมุนเวียนไม่ได้เจตนาขายรถ เรื่องแบบนี้พี่ชีของเราให้ความสำคัญกับเนื้อหาความเป็นจริงที่เกิดขึ้น แบบนี้พี่ชีมองว่าเป็นการกู้ยืมเงิน แต่เมื่อเกิดการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้กับพี่ไฟของเรา ก็ต้องบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับนิติกรรมทางกฎหมายด้วย
พี่ชีเราจะบันทึกตัดทรัพย์สินและค่าเสื่อมราคาสะสมออกจากงบการเงิน เพราะทรัพย์สินก็ไม่ใช่ของเราแล้ว จากนั้นจะนำราคาที่ขายให้พี่ไฟมาหักกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (ราคาทรัพย์สินหักค่าเสื่อมราคาสะสม) หากเป็นกำไรจากการขายจะยังไม่ให้บันทึกเป็นกำไร จะตั้งพักไว้และทยอยตัดเป็นกำไรตลอดอายุการเช่าทรัพย์สิน ส่วนเมื่อเราทำสัญญาเช่าก็จะบันทึกให้ผู้ใช้งบการเงิน เห็นว่ากิจการมีภาระผูกพันตามสัญญาเช่า โดยบันทึกเป็นสินทรัพย์สิทธิการใช้และหนี้สินทางการเงินคู่กัน แม้จะอ่านแล้วสับสน แต่ทำใจยอมรับไปเถอะว่า โลกบัญชีเป็นเช่นนี้หนอ โอมะ จบปะ
สองคนยลตามช่อง คนนึงบอกว่าไม่ขายคนนึงบอกว่าขายให้เสียภาษีด้วย คุณสรรพ์ของเรามองตาเขียวเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน และบอกว่าการขายและเช่ากลับ (Sale & Lease back) เป็นการขายทรัพย์สินต้องรับรู้กำไร (ขาดทุน) จากการขายทรัพย์สินในวันที่ขายทรัพย์สินนั้น ให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ ส่วนเรื่องการเช่ากลับ แม้จะทำในวันเดียวนาทีเดียวกันก็ตาม ให้แยกมาหักเป็นค่าเช่าตามระยะเวลาการเช่า คนละเรื่อง คนละส่วนกัน
ยังไม่พอถ้าบริษัทคุณน้องประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่บริษัทไฟแนนซ์ที่เป็นผู้ซื้อสินค้า จากนั้นนำรายได้ไปรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่างหาก ดีนะที่บริษัทคุณน้องทำอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มรถยนต์คันนี้ หากใช้ในกิจการ Non VAT ก็สบายตัวไปรับรู้แค่กำไร(ขาดทุน) เพื่อนำไปเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างเดียว ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มรอดเงื้อมมือคุณสรรพ์ไปได้
หนูอยากบอกว่านี่ละคือปัญหา เพราะหนูบอกเฮียแล้วให้เอารถของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ไปขาย แต่เฮียแกเห็นว่ารถยนต์ของบริษัทรับเหมายังใหม่ได้ราคาดีแกเลยเอาไปจัดซะ เรื่องเลยกลายเป็นว่า เอารถยนต์ของกิจการภาษีมูลค่าเพิ่มไปขาย จากที่คิดว่ารอดก็ไม่รอด เอาเป็นว่าหนูจะนำความของอาจารย์ปราบ ไปเป่าหูแกให้ทำให้ถูกตั้งแต่แรก จะได้สบายใจ
#ขายและเช่ากลับ #SaleandLease Back #สัญญาเช่าการเงิน #สัญญาเช่าดำเนินงาน #ภาษีมูลค่าเพิ่ม #กำไร(ขาดทุน)จากการขายทรัพย์สิน #ค่าเสื่อมราคาและสึกหรอ #ราคาตลาด #กิจการภาษีมูลค่าเพิ่ม #กิจการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม


ไทย
EN


