รับรอง
เป็นธรรมดาที่ช่วงหนึ่งของชีวิต
ที่เราจะรู้สึกแย่
แต่ขออย่าท้อแท้
เพราะคงไม่มีใครแพ้ได้ทุกวัน
หนูมีประเด็นสอบถามอาจารย์ค่ะ ในกรณีที่ฝ่ายงานต้องการเบิกน้ำมันไปบริจาค หรือนำไปสนับสนุน กิจกรรมของจังหวัดควร เปิดบิลขายให้แต่ละฝ่ายมาซื้อและจ่ายเงินไหมคะ แต่ละฝ่ายมีเงินทดรองจ่ายใช้ในฝ่ายตัวเองอยู่แล้ว ควักจ่ายได้ไม่เดือดร้อนอัฐยายขนมหนู..อิอิ จากนั้นหนูก็เปิดบิลขายตัดสต็อกและบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายนั้นไปเลย แบบนี้ถูกต้องไหม
ใช่ครับใช่ค่ะ หนูก็อั้นเบิกมานานไม่รู้จะทำอย่างไร จะสรุปอย่างไรก็เอาสักอย่าง ผมด้วยผมอยู่ฝ่าย HR อยากเบิกไปมอบเป็นสวัสดิการให้พนักงานก็ยังทำไม่ได้ หนูอยู่ฝ่ายการตลาดจะนำไปแจกให้ลูกค้า หรือชาวบ้านชาวช่อง ตอนน้ำท่วมก็ทำไม่ได้ จะเอาไปร่วมแจกกับพี่กันก็กลัวโดนสอบถามว่า สนิทกับพี่แป้งไหมเงินที่บริจาคไม่ใช่เงินหนู เป็นเงินบริษัทแต่หนูไม่ใช่ประธานบริษัท มันไม่โปร่งแสง หนูเลยไม่กล้า ฟันธงมาเลยนะ คลังสินค้าพร้อมจ่ายของ
บรรยายมา 2 วัน มามีเสียงเอาตอนที่บอกเล่าเรื่องค่ารับรอง ถึงตอนนี้ไม่รู้ว่าที่เล่ามาทั้งสองวันเข้าถึงหูไหม การเลี้ยงรับรองลูกค้า เป็นกิจกรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นหนึ่งที่ให้เกิดรายได้ย้อนกลับมายังบริษัท ซึ่งคุณสรรพ์ท่านก็นักเลงพอ ยอมให้นำค่ารับรองลูกค้า มาหักเป็นรายจ่าย ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้
ค่าเลี้ยงรับรองหักเป็นรายจ่ายได้
ค่าสิ่งของที่มอบให้หักเป็นรายจ่ายได้
ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
จ่ายได้ไม่ว่าแต่จะจ่ายอะไร ก็ต้องมีกฎกติกามารยาทกำกับไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นเลี้ยงดูปูเสื่อกันจนเลยเถิด ไม่เป็นอันทำมาหากิน เอะอะก็เอ็น อะไรก็เอ็น ภาษีไม่เข้าเป้าจะเดือดร้อนไปทั้งกรม คุณสรรพ์เลยขีดเส้นใต้เอาไว้ว่า หากพาลูกค้าไปเลี้ยงรับรองไม่ว่าจะทานอาหาร ร้องเกะ,ดูลิซ่าหรืออะไรก็ตาม ที่เป็นการพาลูกค้าไปเลี้ยงดูปูเสื่อหักได้เต็มจำนวน คุณสรรพ์ป๋าพอไหม แต่ถ้าหลังจากไปเลี้ยงรับรองแล้ว ยังมอบของให้ติดไม้ติดมือก่อนอำลาแบบนี้ อั้นหน่อยได้ไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อคืน เอ๊ย ต่อวัน
ค่าใช้จ่ายเพื่อการรับรอง
หักได้ไม่เกิน 0.3%
ของรายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ต่ำกว่า
เลี้ยงดูปูเสื่อกันให้เต็มที่ แต่เพื่อไม่ให้เกินเลย คุณสรรพ์เลยกำกับไว้อีกขั้นว่า ค่าเลี้ยงรับรองเมื่อรวมกับค่าของรับรองที่มอบให้ลูกค้าส่วนที่ไม่เกิน 2,000 บาท จะหักรายจ่าย ในการคำนวณภาษีได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 0.3% ของทุนจดทะเบียนหรือรายได้แล้ว แต่อย่างไรจะต่ำกว่า
อธิบายเรื่องนี้มาเป็นวัน คงพอจำกันได้บ้าง ไม่ใช่เข้าซ้ายย้ายออกขวา วกกลับมาเข้าเรื่องกันบ้าง การที่ฝ่ายการตลาดจะเบิกสินค้าไป เพื่อมอบให้ลูกค้าหรือนำไปจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่จำเป็นต้องควักเงินทดรองของฝ่ายหรือแผนกออกมาจ่ายแต่ประการใด เพราะมันก็อัฐยายขนมยาย เมื่อเป็นการเบิกเพื่อนำมาใช้ในกิจการ จึงควรทำเป็นการเบิกสินค้าเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้
- ให้ฝ่ายที่ต้องการเบิกจัดทำให้ทำใบขอเบิกสินค้า
- ระบุวัตถุประสงค์ของการเบิกจ่ายให้ชัดเจนเช่นเบิกไปมอบให้ลูกค้า หากมีหลายรายก็ให้แนบรายชื่อลูกค้าที่จะนำไปแจก
- ระบุรายการสินค้าและจำนวนที่ต้องการเบิก
- ลงนามผู้เบิก
- ผู้จัดการฝ่ายที่ขอเบิกลงนามอนุมัติ
จากนั้นถือใบเบิกสินค้าไปเป็นหลักฐาน ขอเบิกสินค้าจากแผนกคลังสินค้า ตอนส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า ถ้าไม่ลำบากใจก็ให้ผู้รับลงนามรับสินค้าไว้หน่อยก็จะเป็นการดี แต่ถ้าตะขิดตะขวงใจก็ขอถ่ายรูปตอนถือสินค้าไว้เป็นหลักฐานหน่อยก็ได้ จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ไม่ต้องทะเลาะกัน นำไปใช้เป็นแนวทางการเบิกของฝ่ายบุคคลรวมถึงทุกฝ่ายได้ ไม่เลือกปฏิบัติ
สิ่งที่ทุกคนไม่ได้ถามแต่อยากตอบคือ การมอบสินค้าให้กับลูกค้าหรือนำไปมอบให้กับลูกค้า เพื่อร่วมจัดกิจกรรมของลูกค้า ล้วนแล้วแต่ถือเป็นการขายสินค้า ต้องนำราคาตลาดของสินค้าที่มอบให้ลูกค้าไปคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และนำส่งด้วยนะจะบอก ส่งมอบสินค้าแล้วก็ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เมื่อเราไม่ได้เรียกเก็บเงินจากลูกค้า ก็ไม่ต้องไปจัดทำใบกำกับภาษีล่ะ เดี๋ยวจะโดนอีกข้อหา งานนี้ใช้หลักฐานใบเบิกสินค้ามาอ้างอิงในรายงานภาษีขายเป็นอันจบ
ตบท้ายว่าคุณสรรพ์กำหนดไว้ชัดเจนแต่ต้นว่า รับรองเท่าไหร่หักรายจ่ายได้เท่าไหร่ บริจาคหักรายจ่ายได้เท่าไหร่ ไม่ใช่หักได้ตามใจปรารถนา บริษัทฯจึงควรกำหนดหลักเกณฑ์วงเงินให้ชัดเจนว่า ฝ่ายหรือแผนกไหนมีสิทธิ์เลี้ยงรับรองลูกค้า หรือบริจาคได้บ้างวงเงินมากน้อยแค่ไหน งบจะได้ไม่บานปลาย และเสียสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีไปด้วย เอาแค่พอเหมาะพอควร มากเกินไปเค้าจะหมั่นไส้ลากออกมาให้กากิน
#ค่ารับรอง #เลี้ยงรับรอง #บริจาค #สนับสนุนกิจกรรมลูกค้า #ภาษีเงินได้นิติบุคคล #ภาษีมูลค่าเพิ่ม #ภาษีขาย #รายได้หรือทุนจดทะเบียนที่ตำกว่า #นำสินค้าไปใช้ในกิจการ


ไทย
EN


